ชื่อเรื่อง
จุดเด่นผังรายการทีวีบีบีซี
ต้นแบบทีวีสาธารณะโลก
ผู้เขียน กิตติพงษ์
สุ่นประเสริฐ ksoonprasert@hotmail.com
พิมพ์ครั้งแรกใน มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 25 - 31 มกราคม 2551 ปีที่ 28 ฉบับที่ 1432
ในที่สุด โทรทัศน์บริการสาธารณะ ( Public Service Television ) ก็เกิดขึ้นในไทยจนได้เมื่อวันที่
15 มกราคม
ที่ผ่านมา นับว่าเป็นก้าวสำคัญมากในประวัติศาสตร์วงการสื่อสารมวลชนของไทย
ก่อนหน้านั้นสี่วันคือ
11 มกราคม ผมได้ไปร่วมอภิปราย
ในงานประชาพิจารณ์ รายการโทรทัศน์สาธารณะ กับ ผู้ทรงคุณวุฒิอีกหลายท่าน งานนี้จัดโดยองค์กรต่างๆที่รวมกันเป็น “เครือข่ายเพื่อนโทรทัศน์สาธารณะ”
เรื่องที่ผมได้รับมอบหมายให้พูดคือเรื่องประสบการณ์จากต่างประเทศว่าเขาจัดผังรายการของโทรทัศน์บริการสาธารณะอย่างไร
บวกกับ เรื่องของการมีส่วนร่วมของผู้ชม
ในฐานะที่เคยทำงานที่ลอนดอน
กับ บรรษัทกระจายเสียงและแพร่ภาพอังกฤษ British Broadcasting Corporation หรือ
บีบีซี ( www.bbc.co.uk
) ต้นแบบของสื่อกระจายวิทยุโทรทัศน์บริการสาธารณะ
ดังนั้น
ตัวอย่างประสบการณ์ที่ผมยกมาพูดวันนั้นก็อิง บีบีซี เป็นหลัก
เพราะตัวเองได้รู้เห็นอย่างจริงจัง ทั้งในฐานะหนึ่งในกลุ่มคนทำงาน และ เป็นคนดูด้วย
แม้ว่าจะมีคนไปร่วมฟังมากพอดู
แต่อยากขยายความรู้เรื่องโทรทัศน์สาธารณะออกไปยังวงที่กว้างขึ้น
ผมจึงขออนุญาตนำข้อมูลที่ไปนำเสนอในการอภิปรายนั้น มาถ่ายทอดให้ท่านผู้อ่าน “มติชนสุดสัปดาห์” รับทราบด้วย
ก่อนจะเข้าเรื่อง บีบีซี เขาวางผังโทรทัศน์สถานียอดนิยมอย่างไร
ก็ขอปูพื้นให้รู้จักองค์กรบีบีซีสั้นๆ
บีบีซี
เป็นองค์กรสื่อวิทยุ.โทรทัศน์และ ออนไลน์ในประเทศอังกฤษ เริ่มดำเนินการสมัยรัชกาลที่ 7
ของไทยสืบเนื่องมาเรื่อยๆ เป็นเวลา 81 ปีแล้ว
โดยเป็นสื่อบริการสาธารณะมาตั้งแต่แรก คือ มีหน้าที่ “ให้ข้อมูล ให้การศึกษา และ ให้ความบันเทิง”
ต่อผู้ชมผู้ฟัง
โดยต้องเป็นอิสระจากการแทรกแซงของอำนาจการเมืองและธุรกิจ
ซึ่งกลไกที่ประกันความเป็นอิสระให้ได้คือ ที่มาของแหล่งรายได้ ซึ่งจะต้องไม่พึ่งรัฐ หรือ ธุรกิจ วิธีการที่ว่าคือ
บังคับประชาชนที่ต้องการดูโทรทัศน์ทั่วสหราชอาณาจักรให้จ่ายเงินค่าดำเนินการให้กับบีบีซีโดยตรง ผู้ก่อตั้งบีบีซีเชื่อว่า
เมื่อองค์กรสื่อไม่ต้องห่วงเรื่องการหาเงินเลี้ยงองค์กร การผลิตรายการต่างๆ
จะเป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้ชมอย่างแท้จริง
ปัจจุบัน
รัฐบาลอังกฤษตั้งราคาค่าบำรุงบีบีซีไว้ที่ ปีละ 135.50 ปอนด์ หรือ ประมาณ
7800 บาท (
ถ้าใครหลบไม่จ่ายก็จะโดนจับปรับอย่างแรงมาก ) ทำให้ บีบีซีมีรายได้ในปี 2006 ประมาณ 3,200 ล้านปอนด์ หรือ 184,000
ล้านบาท ( ครับ หนึ่งแสนแปดหมื่นสี่พันล้านบาท )
นั่นคือ
ค่าบริหารสื่อทั้งหมดในมือ คือ โทรทัศน์ 9 ช่อง วิทยุ 16 สถานี เวบไซต์ 2 เวบไซต์
เพื่อการเปรียบเทียบอย่างเป็นธรรมกับโทรทัศน์สาธารณะของไทย ผมจะยกเฉพาะงบประมาณของโทรทัศน์ช่อง
บีบีซี1 ซึ่งเป็นโทรทัศน์ยอดนิยมอันดับหนึ่งของบีบีซี ในปี 2006 ที่ผ่านมา ช่องบีบีซี1 ใช้เงินไป 1400 ล้านปอนด์
หรือ ประมาณ 8 หมื่นล้านบาท ขณะที่โทรทัศน์สาธารณะไทยจะมีรายได้ที่แน่นอนประมาณปีละ
1800 ล้านบาท จากการหักภาษีสุราและยาสูบ
แล้วโทรทัศน์บีบีซี1
เขาวางผังรายการที่ต่างจากโทรทัศน์พาณิชย์อื่นๆอย่างไร
อย่างแรกที่คนดูจะเห็นความแตกต่างคือ โทรทัศน์ที่ติดตราบีบีซีจะไม่มีโฆษณา
ซึ่งรวมไปถึงการนำเสนอสารคดีเชิงส่งเสริมคุณค่าสังคมที่สนับสนุนโดยหน่วยงานรัฐหรือเอกชน
นอกจากนั้นยังจะไม่มีโฆษณาแฝงในรายการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เกมโชว์ รายการปรุงอาหาร รายการบันเทิง ละครต่างๆ ที่เดี๋ยวนี้จะมีการนำสินค้าต่างๆมาวางโฆษณากันอย่างเปิดเผย
การวางผังรายการที่น่าสนใจอีกเรื่องคือ
การใส่ใจเกี่ยวกับเยาวชน
ที่อังกฤษเขาถือว่าเวลาประมาณตั้งแต่หกโมงเช้าถึงสามทุ่มเป็นเวลาที่เยาวชนมีโอกาสจะดูโทรทัศน์ รายการที่ออกไปหน้าจอ จึงเป็นรายการที่ผู้บริหารสถานีกลั่นกรองแล้วว่าเหมาะสำหรับเด็กนั่นคือ
ปราศจากความรุนแรง คำหยาบคาย
หรือ เรื่องการยั่วยุทางเพศ
แนวปฎิบัติในการนำเสนอรายการข่าวที่น่าถือเป็นแบบอย่างเรื่องหนึ่ง
คือ การไม่นำเสนอภาพศพ คนเจ็บ คนตายอย่างฟุ่มเฟือย ซึ่งภาพเหล่านั้นเป็นภาพที่จะทำให้ผู้ชมจำนวนหนึ่งเกิดความเครียดหรือสะอิดสะเอียนหรือหดหู่
แต่ถ้าสื่อโทรทัศน์จำเป็นจะต้องเสนอเพื่อประโยชน์ของสาธารณะจริงๆ
ทางสถานีจะมีการเตือนผู้ชมว่ารายการที่กำลังจะชมมีภาพที่จะทำให้ผู้ชมจำนวนหนึ่งเกิดความเครียดหรือสะอิดสะเอียนหรือหดหู่ ดังนั้นขอให้พิจารณาก่อนรับชมด้วย
ความแตกต่างอีกเรื่อง
คือ การให้เวลารายการ “เสียงสะท้อนจากผู้ชม”
ซึ่งรายการนี้จะมีสัปดาห์ละครั้ง เนื้อหาคือการนำเสียงบ่น เสียงติ เสียงชม
หรือ ปฎิกิริยาของผู้ชม ที่มีต่อรายการต่างๆ ของสถานี
ซึ่งผู้ชมสามารถโทรศัพท์มาอัดเสียงความเห็นของตัวเองไว้
ทางสถานีก็จะนำมาออกอากาศ ( อาจจะมีการตัดต่อบ้าง ถ้ามีคำพูดไม่เหมาะสม หรือ
เพื่อให้คำพูดราบรื่น ) จากนั้นก็จะให้ผู้รับผิดชอบของสถานีมาตอบข้อข้องใจจากผู้ฟังให้กระจ่างในรายการ
ส่วนรายการสนทนาทางการเมืองที่น่าสนใจคือ
รายการชื่อ Question Time หรือ “เวลาตั้งคำถาม” ซึ่งน่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้รายการ “มองต่างมุม”
ที่เคยโด่งดังเมื่อปี 2534
รายการนี้จะเป็นรายการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงความเห็นอย่างเสรีต่อประเด็นร้อนของสาธารณะผ่านสื่อมวลชนที่รับชมกันได้ทั่วประเทศ
โดยรายการนี้จะมีทุกสัปดาห์ และ จะเวียนไปในเมืองต่างๆไม่ซ้ำกัน
รูปแบบคือจะมีวิทยากรจำนวนหนึ่งที่เป็นตัวแทนความคิดหรือกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ
อยู่บนเวที ซึ่งพวกเขาจะตอบคำถามจากผู้ชม ( ซึ่งเป็นประชาชนทั่วไป ) ที่ตั้งโดยโยงกับประเด็นข่าวร้อนๆ
ซึ่งบางทีก็จะแทงใจดำวิทยากรบางคน
จากนั้น ผู้ดำเนินรายการ ( ซึ่งเป็นคนของบีบีซีซึ่งต้องวางตัวเป็นกลางจริงๆ
) จะเปิดโอกาสให้วิทยากรได้แสดงความเห็น
เรื่องของการเคารพความหลากหลายทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมก็เป็นปัจจัยในการจัดผังรายการของบีบีซี
อังกฤษนั้นมีชื่อเป็นทางการว่าสหราชอาณาจักร ซึ่งแปลว่า การรวมกันของอาณาจักรต่างๆที่อยู่บนเกาะบริเตนใหญ่ คือ
อิงค์แลนด์ เวลส์ สก๊อตแลนด์ กับ ไอร์แลนด์เหนือ
การจัดรายการที่คำนึงถึงความหลากหลายก็คือ
รายการโทรทัศน์บีบีซีที่ออกไปในภูมิภาคหรือเขตปกครองไหนก็จะมีช่วงที่เป็นรายการของภูมิภาคนั้นแทนที่จะเป็นรายการจากส่วนกลาง
พิธีกรเองก็สามารถจะพูดภาษาสำเนียงท้องถิ่นได้โดยไม่ต้องกังวลว่าตัวเองจะถูกหาว่า
“เสียงเหน่อ” แต่อย่างใด
อีกเรื่องหนึ่งของการจัดรายการของสถานีโทรทัศน์บีบีซี1
คือ เขาไม่หลีกเรื่องความบันเทิง เพราะหน้าที่หนึ่งของสถานีคือ “ ให้ความบันเทิง” และยิ่งสถานีนี้เป็นของผู้เสียค่าบำรุงทุกคน
การจัดสรรความบันเทิงต้องคิดถึงคนทุกกลุ่มด้วยเช่นกัน
จะทำรายการเพื่อคนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดไม่ได้
เราจึงเห็นว่า
มีการถ่ายทอดสดการออกล๊อตเตอรี่ในช่องโทรทัศน์บีบีซี มีรายการเกมโชว์
ซึ่งคนร่วมเล่นไม่ต้องเป็นดาราแต่เป็นผู้ชมทางบ้าน มีละครตลกที่ไม่ต้องหยาบคายก็ตลกได้
มีการนำวรรณกรรมดีๆ ของชาติ
มาถ่ายทอดเป็นละครแบบไม่น่าเบื่อ
ลักษณะเด่นๆของผังรายการบีบีซีแบบนี้
โทรทัศน์สาธารณะไทยจะลองศึกษาและประยุกต์ใช้ดูก็คงไม่เสียหายอันใด
คราวหน้า
จะต่อด้วยองค์ประกอบสำคัญของการทำให้คุณภาพของสื่อสาธารณะไม่เสื่อมถอย นั่นคือ
การกำกับดูแล และ การมีส่วนร่วมของประชาชน