สรุปการเสวนาวิชาการ

การเสนอข่าวอย่างไรในโทรทัศน์สาธารณะ ให้ตอบโจทย์สังคมไทย

วันที่ 29 มกราคม 2551 เวลา 9.00 -12.00 น.

 ณ ห้องประชุม 5724 คณะวิทยาการจัดการ ม.ราชภัฏสวนสุนันทา

โดย

เครือข่ายเพื่อนทีวีสาธารณะ นักวิชาการนิเทศศาสตร์ ร่วมกับ

คณะวิทยาการจัดการ ม.ราชภัฎสวนสุนันทา

 

 

 

 

ผศ.สุรสิทธิ์  วิทยารัฐ 

อาจารย์ประจำสาขาวิชานิเทศศาสตร์

คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา

 

 

คุณกิตติพงษ์  สุ่นประเสริฐ

(อดีตผู้สื่อข่าวบีบีซี)

 

 

รศ.สดศรี  เผ่าอินจันทร์

คณบดีคณะสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

 

คุณจิระ ห้องสำเริง

(อดีตบรรณาธิการข่าวสถานีโทรทัศน์ไอทีวี)

 

 

คุณแก้วตา  ปริศวงศ์

(อดีตผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ไอทีวี)

 

 

 

 

 

พิธีกร

ผศ.สุรสิทธิ์  วิทยารัฐ  อาจารย์ประจำสาขาวิชานิเทศศาสตร์

คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา

 

วิทยากร

คุณกิตติพงษ์       สุ่นประเสริฐ                     (อดีตผู้สื่อข่าวบีบีซี)

รศ.สดศรี            เผ่าอินจันทร์                    คณบดีคณะสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

คุณจิระ               ห้องสำเริง                       (อดีตบรรณาธิการข่าวสถานีโทรทัศน์ไอทีวี)

คุณแก้วตา          ปริศวงศ์                          (อดีตผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ไอทีวี)

 

---------------------------------------------------

 

เริ่มการเสวนา

 

พิธีกร : ถ้าจำนำเสนอข่าวในทีวีสาธารณะ จะทำและนำเสนออย่างไร?

 

คุณกิตติพงษ์ สุ่นประเสริฐ : ทีวีสาธารณะ คือ Public Service Television ถือเป็นเรื่องที่ใหม่มาก สำหรับทีวีสาธารณะที่สังคมไทย ยังไม่เคยมีมาก่อน ขอเล่าถึง BBC ที่เป็นต้นแบบของทีวีสาธารณะ     BBC เดิมทีเป็นรายการวิทยุ เริ่มดำเนินการในอังกฤษประมาณสมัยรัชกาลที่ 7 มีมาประมาณ 80 ปีแล้ว และท่านจอห์น ลีด ได้พัฒนาเปลี่ยนให้ BBC ทำรายการแบบวิทยุสาธารณะ เพื่อไม่ให้มีอำนาจรัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง

การที่ BBC สามารถเป็นอิสระได้ เพราะมีการเงินเป็นอิสระ ชาวอังกฤษถูกบังคับให้จ่ายค่าสื่อในการดูทีวี ประมาณ 7,800 บาท/ปี ทำให้เป็นอิสระไม่ต้องรออนุมัติงบประมาณจากรัฐบาล และไม่ต้องง้อค่าโฆษณาจาก Sponsor

BBC จะทำอะไรภายใต้กฎบัตรที่กำหนดไว้เพราะสื่อสาธารณะต้องมีเป้าหมายชัดเจนว่าวัตถุประสงค์คืออะไร? ตรวจสอบได้  ในทวีปอาเซียนประเทศไทยถือเป็นประเทศแรกที่มีทีวีสาธารณะ

ข่าว เป็นเรื่องสำคัญ คนดูทีวีมีมากถึง 98%ของประชากร ข่าวต้องเป็นกลางจริงๆ ให้ได้ จึงขอยกตัวอย่างหลักการตามแบบของ BBC คือ

1.ข้อเท็จจริงและความเที่ยงตรง คือ แหล่งข่าวต้องรู้จริง เป็นผู้เห็นเหตุการณ์จริง และการสะกดชื่อ-ตำแหน่งต้องถูกต้อง ไม่เน้นรวดเร็วแต่ผิดพลาด

2.เป็นกลางไม่ลำเอียงและหลากหลายในความเห็น คือ ต้องเปิดใจให้เป็นกลางไม่สะท้อนความรู้สึกส่วนตัว

3.ซื่อตรงต่อจรรยาบรรณและความเป็นอิสระ คือ ผู้นำเสนอรายการหรือผู้ผลิตต้องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เช่น นักข่าวที่ไปทำข่าวบางอย่างข่าวต้องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับตัวเอง ,ครอบครัว ญาติ หรือมีโฆษณาแฝง เช่น แก้วกาแฟ เป็นต้น

4.สนองผลประโยชน์สาธารณะ คือ เสนอข่าวที่เป็นผลต่อคนส่วนใหญ่ เช่น ข่าวการศึกษา ข่าวสาธารณะสุข เราต้องติดตามเรื่องนี้มากขึ้น

5. เป็นธรรมเสมอหน้า คือ การจะทำอะไรต้องปฏิบัติต่อแหล่งข่าวและบุคคลที่เป็นข่าวด้วยความเคารพ เช่น จะบันทึกเสียงหรือนำไปออกอากาศต้องขออนุญาตก่อน

6. สิทธิส่วนบุคคล  คือ เคารพในสิทธิส่วนบุคคล ไม่ล่วงละเมิดความเป็นส่วนตัว

7.เด็ก ๆ และเยาวชน คือ จะไม่นำเสนอข่าวที่มีผลต่อความรู้สึกนึกคิด และมีเส้นแบ่งเวลาที่เหมาะสมกับเวลาของเด็ก

8. เหตุร้ายแรงกระทบจิตใจ เช่น ภาพร้ายแรง อุบัติเหตุ ต่าง ๆ ต้องคำนึงถึงจิตใจของผู้ได้รับด้วย

9.ความรับผิดชอบต่อสังคม  คือ การกระทำที่ประชาชนสามารถตรวจสอบ และร้องเรียนได้

 

พิธีกร : การทำข่าวต้องมีจรรยาบรรณ แล้วปัจจุบันยังมีอยู่ไหม? และอ.สดศรีคิดเห็นอย่างไร?

 

รศ.สดศรี เผ่าอินจันทร์    : ตัวดิฉันเองเคยไปเข้าคอร์ดสอบรมจรรยาบรรณของ BBC ซึ่งทุกคนต้องเข้าอบรม เพื่อไม่ให้ทำข่าวแบบผิดจรรณยาบรรณ การทำรายการดี ๆ เพื่อสังคมนั้นมีอุปสรรคหลายอย่าง ท่ามกลางความแตกแยก และขัดแย้ง เกิดคำถามทำไมคนถึงคัดค้านทีวีสาธารณะ

กลุ่มคัดค้าน

            1. เสียดายเงิน เพราะใช้งบประมาณถึง สองพันล้าน /ปี

            2. มีคนอยู่ข้าง ช่อง ITV มากมาย ไม่อยากให้ช่องนี้หายไป

            3. เกรงว่าจะกลายเป็นแบบ ช่อง 11  คือมีแต่ข่าวของรัฐบาล   และอาจถูกรัฐบาลเข้าแทรกแซง

            4. เพราะรัฐบาลนี้มาจากรัฐประหาร ภายใต้ร่มเงาของ คมช.

            5. กลัวความไม่โปร่งใสในการบริหารจัดการ เช่น คุณเทพชัย หย่อง อาจจะนำกลุ่มเนชั่นเข้ามา

            6. กลัวว่าจะทำให้เกิดความขัดแย้งแตกแยกมากกว่าเดิม

 

กลุ่มเห็นด้วย ข้อดี

            1. ฝันจะเป็นจริง เพราะในอาเซียนถือเป็นประเทศแรกที่มีทีวีสาธารณะ ที่โครงสร้างจะไม่เหมือนช่อง

11 จะไม่ถูกแทรกแซงจากอำนาจใด ๆ

            2. ทีวีสาธารณะจะทำให้ คนเข้าถึงสื่อ และสื่อเข้าถึงคน มากขึ้น ทีวีสาธารณะต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม มีการรับฟังความคิดเห็น ตามหลัก 3P คือ

- Public Spear พื้นที่สาธารณะ เช่น คนพิการต้องมีรายการของตัวเอง

- Public Interest ต้องเกิดประโยชน์สาธารณะ

-  Public Hearing ต้องรับฟังความคิดเห็น

3. ต้องการมีการกำกับดูแล  โดยบุคคลภายนอก เช่น การทำโพลวิจัย

4. ต้องมีคณะกรรมการรับเรื่องร้องเรียน  โดยส่วนตัวอาจารย์คิดว่ามีแต่ดีกับดี มีหน่วยงานรับเรื่องร้องทุกข์ต่าง ๆ   จะทำให้เกิดการแข่งขันด้วยกันในช่องทีวีต่าง ๆ

 

 

พิธีกร : ถาม คุณจิระ กรอบที่วางไว้ในกฎหมาย จะเอื้อให้ลักษณะการทำข่าวเป็นอย่างไร?

 

 

คุณจิระ ห้องสำเริง : ตอนที่ผมอยู่ที่ อสมท. ในอดีตเป็นองค์กรของรัฐ มีกรอบแคบมาก การเรียงลำดับข่าวไม่ดูว่าคนดูต้องการอะไร แต่จะเรียงตามตำแหน่งใหญ่โตของรัฐมนตรีในรัฐบาล  พอมาอยู่ที่ ITV ก็มีปัญหาอีก เพราะมี Sponsor มาก ผู้ถือหุ้นมาก ข่าวบางข่าวที่กระทบถึง Sponsor ก็จะถูกขอร้องว่าอย่านำเสนอ ซึ่งผมคิดว่าบางครั้งการปิด ITV ก็ดีเหมือนกัน เพราะได้รู้มาว่ามีอดีตท่านผู้นำรัฐบาลยังเดินเข้าไปทักทายสื่อที่โต๊ะทำงานได้ ทำให้เกิดการนำเสนอข่าวอย่างเกรงอกเกรงใจกัน การนำเสนอก็ต้องเบี่ยงไปเน้นข่าวพระ, ข่าวส่วยตำรวจ แต่ไม่มีข่าวขุดคุ้ยรัฐบาล

            ในส่วนตัวผมหวังว่าทีวีสาธารณะจะเป็นอิสระอย่างแท้จริง แต่ก็คงไม่ปฏิเสธโฆษณา เพราะสื่อส่วนใหญ่จะขับเคลื่อนไปได้ด้วยสื่อโฆษณา แต่ถ้าเรามีข่าวที่ไม่มีโฆษณาเลยก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีอย่างหนึ่ง 

 

พิธีกร : ถามถึงเรื่องจิตสำนึก คุณจิระคิดว่ารุ่นน้องรุ่นหลัง ๆ มีจิตสำนึกพอไหม?

 

คุณจิระ ห้องสำเริง :        คิดว่า ยังมีอยู่ และมีอยู่เยอะ

 

พิธีกร : ถามคุณแก้วตา เห็นการปรับเปลี่ยนมาแล้ว มีมุมมองที่มอง ITV และมุมมองที่มีต่อทีวีสาธารณะและข้อเสนอการทำข่าวอย่างไร?

 

คุณแก้วตา ปริศวงศ์ : ถ้าจะพูดว่าเสนอข่าวอย่างไรในโทรทัศน์สาธารณะ ให้ตอบโจทย์สังคมไทย?    ก็ต้องดูว่าสัดส่วนของข่าวมีแค่ไหน และข่าวใดที่คนดูต้องการอยากรู้  รูปแบบที่ดีของ ITV คืออะไรที่รวดเร็วทันทีคนดูสามารถดูได้จากช่องนี้ เช่น ข่าวเครื่องบินตกที่ จ.สุราษฎร์ธานีในอดีต   ซึ่งคิดว่าข่าวอะไรที่ประโยชน์ให้กับคนดู หรือคนดูแล้วได้อะไรก็น่าจะมีประโยชน์ได้

 

พิธีกร : ในทีวีสาธารณะ ควรจะมีการเล่าข่าวอีกหรือไม่?

 

คุณแก้วตา ปริศวงศ์ :     คิดว่ามันจะเป็นการง่ายไป ที่เอาข่าวมาเล่า และผู้นำเสนอข่าวก็เสนอความรู้สึกเกินจริง คิดว่าไม่อยากให้มีการเล่าข่าวในรายการทีวีสาธารณะ

 

รศ.สดศรี เผ่าอินจันทร์    : ใน BBC ก็มี เรียกว่า อังเคิลแมน แต่เขาจะวิเคราะห์อย่างมีเหตุผลและตัวผู้นำเสนอเองก็ต้องรู้ข่าวจริง   การที่ผู้บริโภคยังติดกับสถานะเดิม ๆ ชอบการนำเสนอแบบนี้ เราต้องพยายามเปลี่ยนแปลงให้ผู้บริโภคเกิดพฤติกรรมการรับรู้ใหม่ๆ

 

คุณกิตติพงษ์ สุ่นประเสริฐ : ที่ BBC นั้นเรียกว่า การสนทนาข่าว แต่เขาจะไม่ใช้หนังสือพิมพ์ เพราะการใช้หนังสือพิมพ์นั้นถือเป็นการลงทุนต่ำ แต่ได้กำไรสูง

 

คุณแก้วตา ปริศวงศ์ :     ขอพูดถึงการทำ Scoop ข่าว ที่เป็นห่วงคือ ข่าวบันเทิง ไม่อยากให้นำเสนอแค่ว่า ใครเป็นแฟนกับใคร? แต่อยากให้ทำประเด็นอื่นบ้าง

 

คุณกิตติพงษ์ สุ่นประเสริฐ : ข่าวบันเทิงนั้นมีได้ เช่น เพลง ภาพยนตร์ ที่ไม่ค่อยมีโอกาสได้โปรโมต

 

คุณจิระ ห้องสำเริง :  ทีวีสาธารณะน่าจะทำ Scoop ข่าวที่คุ้มครองหรือเกี่ยวกับผู้บริโภคมากขึ้น

 

รศ.สดศรี เผ่าอินจันทร์    : เนื้อหาในทีวีสาธารณะนั้นต้องมีหลากหลายดังนี้

1.       ต้องมีผลกระทบต่อสาธารณะ

2.       ต้องส่งเสริมการเรียนรู้ และคำนึงถึงเวลาที่เหมาะสมต่อการรับชม

3.       มีรายการกีฬาและวัฒนธรรม เอกลักษณ์ไทย

รายการบันเทิงที่สร้างสรรค์ เช่น รายการของเนชั่นไบโอกราฟฟี่ ตอนกรมพระยาดำรงราชานุภาพ

 

---------------------------------------------------

 

ช่วงเปิดแสดงความคิดเห็น

 

คุณนรบดี บุญมา สมาคมผู้บริโภคสื่อสีขาว www.whitemedia.org

มีข้อเสนอแนะดังนี้

            1.อยากให้มีความถูดต้องชัดเจน ตรงประเด็น ลดความขัดแย้ง

            2.ข่าวด้านลบเกี่ยวกับศาสนา ไม่ควรนำเสนอ เพราะมีผลกระทบต่อความรู้สึกต่อชาวพุทธ

            3.ข่าวความผิดทางเพศ ไม่ควรนำเสนอ เหมือนชี้โพรงให้กระรอก

            4.ควรเจาะหาข่าวบุคคลดี ๆ โครงการดี ๆ เป็นประโยชน์ต่อสังคม

            5.ควรเสนอข่าวประชาชนทั่วประเทศ

 

ตัวแทนผู้ปกครอง (จากเครือข่ายวิทยุเด็ก)

            1.ควรจะเป็นข่าวครอบคลุมทุกระดับ

            2.ทำข่าวเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ เช่นเรื่องของสุขภาพกาย สุขภาพใจ และหาพิธีกรที่เหมาะกับเนื้อหาแต่ละวัย  อยากให้พิธีกรมีมารยาก มีความรู้รอบตัว แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้

           

เครือข่ายเฝ้าระวังและสร้างสรรค์สื่อ

อยากเสนอรายการประเภท Know How คือมีสาระความรู้ ให้ความรู้ต่อสังคม

 

 

คุณเชรษฐา  มั่นคง

            ฝากข้อเสนอคำถามสั้น ๆ ว่า  ความขัดแย้งที่จะเกิดต่อไปนี้ ระหว่าง ITV กับ TPBS เราจะช่วยกันแก้ไขอย่างไร?

 

 

คุณวิสิทย์ จีระนัย  (ศูนย์เทคโนโลยีการศึกษา)

            1.อยากให้มีเวลานำเสนอข่าวที่ไม่ตรงกับช่องอื่น เพราะไม่เช่นนั้นจะเห็นรัฐมนตรีที่ตกเป็นข่าวตั้งแต่หูขวา ยันหูซ้าย

            2.อยากให้มีบทสัมภาษณ์ยาว ๆ ฟังจากปากผู้ให้สัมภาษณ์โดยตรง ไม่อยากฟังแต่คำพูดของคนที่เล่าข่าว ผู้นำเสนอข่าว

            3.อยากเห็นข่าวเด็ก- เยาวชนที่อยู่ชนบท

4.อยากให้มีรายการกีฬาเยอะ ๆ  แต่ไม่ใช่กีฬาอังกฤษ เพราะกีฬาอังกฤษส่วนใหญ่เป็นการพนัน

 

 

 

คุณนรบดี บุญมา สมาคมผู้บริโภคสื่อสีขาว

 

 

ตัวแทนผู้ปกครอง (จากเครือข่ายวิทยุเด็ก)

 

 

เครือข่ายเฝ้าระวังและสร้างสรรค์สื่อ

 

 

คุณเชรษฐา  มั่นคง

 

 

คุณวิสิทย์ จีระนัย  (ศูนย์เทคโนโลยีการศึกษา)

 

 

 

---------------------------------------------------

 

ช่วงฝากทิ้งท้าย


พิธีกร : อยากให้วิทยากรช่วยฝากอะไรทิ้งท้าย?

 

รศ.สดศรี เผ่าอินจันทร์    : ทุกคนต้องทำความรู้ ความเข้าใจ TPBS ให้กระจ่าง อะไรดีไม่ดีต้องวิจารณ์ และใช้หลัก U –Did

            U          Universality                     คือเข้าใจถึงทุกคน

            D          Diversity                        คือความหลากหลาย

I           Independent                  คือเป็นอิสระปราศจากอำนาจ

D          Differentiate                   คือต้องแตกต่างและต้องดีกว่าสถานีอื่น

 

 

คุณกิตติพงษ์ สุ่นประเสริฐ :          นี่คือประวัติศาสตร์และจะเป็นมรดกต่อไปของประเทศ เรามีทุนที่ชัดเจนและไม่ถูกแทรกแซง เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ต้องเดินหน้าและต้องดูกันต่อไป                

 

คุณจิระ ห้องสำเริง :        คิดว่าเวทีเสวนาแบบนี้น่าจะมีต่อไป และคิดว่าเป็นประโยชน์

 

คุณแก้วตา ปริศวงศ์ :     เราน่าจะทำความเข้าใจกับทีวีสาธารณะให้มากขึ้น ศึกษาถึงพื้นที่ของรายการที่เราจะนำเสนอได้ ผู้ที่จะผลิตรายการจะต้องเป็นมืออาชีพ ไม่ใช่ใครมาทำก็ได้ แต่ทีวีสาธารณะนี้ก็ให้โอกาสกับทุกคน

 

 

 

---------------------------------------------------